วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 18, 2024
Latest:
-Articleบทความ

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ร่วมพัฒนาสาหร่ายผักกาดทะเล พร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอาง

ตามที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี และเครือข่ายร่วมพัฒนาพืชทะเลในประเทศไทยเพื่อเพิ่มมูลค่า ขยายโอกาสทางการตลาด ภายใต้แนวทาง ปกป้อง ฟื้นฟู และอนุรักษ์ทรัพยากรประมง ตลอดถึงระบบนิเวศชายฝั่ง ให้เกิดความสมดุล ภายใต้การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

นางสาวมนทกานติ ท้ามติ้น ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่าทางศูนย์ฯ ได้ดำเนินการเชิงรุก นอกจากการสาธิตจากผลงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จภายในศูนย์ฯ แล้ว ยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ชุมชนเพื่อขยายผล เบื้องต้นมี 3 ชุมชน ประกอบด้วย วิสาหกิจชุมชนแหลมสิงห์จันทบุรี วิสาหกิจชุมชนธนาคารบ้านปลาธนาคารปู และกลุ่มแม่บ้านแปรรูปหอยนางรม ซึ่งทั้งสามกลุ่มนี้มีความเข้มแข็งที่ต่างกัน ตั้งแต่การส่งเสริมการท่องเที่ยว ไปจนถึงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยแต่ละชุมชนจะมีกลุ่มที่ร่วมดำเนินการอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5 ครัวเรือน

“สาหร่ายผักกาดทะเลเป็นอีกหนึ่งชนิดพืชทะเลที่นำมาส่งเสริมขยายผล โดยนำมาจากธรรมชาติ ซึ่งนำมาขยายพันธุ์ เมื่อปี 2544 และมีปริมาณมากเพียงพอที่จะนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ ได้ โดยเฉพาะการนำมาเป็นอาหารสำหรับคนเรา ตลอดถึงการเก็บรักษา หรือแปรรูปเพื่อให้มีอายุที่ยาวนานขึ้น เช่น หมี่กรอบสาหร่าย เครื่องสำอาง และอาหารเสริมเพื่อสุขภาพจากสาหร่าย เป็นการเพิ่มมูลค่าของสาหร่าย ทำให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น ราคาขายสาหร่ายผักกาดทะเลในปัจจุบันแบบสดจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 300- 500 บาท เมื่อแปรรูปแล้ว หรือเป็นแบบแห้งราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 5,000 บาท เป็นการส่งเสริมอาชีพที่เพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนฐานรากเป็นอย่างดี ที่สำคัญสาหร่ายผักกาดทะเลยังช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีอีกด้วย” นางสาวมนทกานติ ท้ามติ้น กล่าว

ด้านนายสถิตย์ แสนเสนาะ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 5 ต.บางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จ.จันทบุรี เผยว่า การเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลไม่ต้องลงทุนเยอะ นับเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ราษฎรสามารถต่อยอดได้ การดูแลรักษาง่าย ไม่ยุ่งยาก ใช้ประโยชน์ได้มากแถมมีคุณค่าทางอาหารสูง

“สมาชิกกลุ่มศูนย์เรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของบ้านปลาธนาคารปู เกิดจากการต่อสู้ของคนในชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่ง ซึ่งพื้นที่มีลักษณะ 3 น้ำคือ น้ำเค็ม น้ำกร่อย และน้ำจืด ซึ่งจะมีแพลงตอนพืชและแพลงตอนสัตว์ ทำให้สัตว์น้ำเข้ามาอาศัยหากินเป็นจำนวนมาก เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา จะมีมาก” นายสถิตย์ แสนเสนาะ กล่าว

สำหรับสาหร่ายผักกาดทะเลที่ทางกลุ่มฯ นำมาส่งเสริมให้สมาชิกเพาะเลี้ยงนั้น นายสถิตย์ แสนเสนาะ บอกว่า เป็นหนึ่งกิจกรรมของศูนย์เรียนรู้ฯ ที่พัฒนาต่อยอดขึ้นมาเพื่อการประกอบอาชีพของสมาชิก เพราะไม่ต้องให้อาหาร ไม่ต้องเสียค่าน้ำ ขณะที่สามารถเก็บผลผลิตได้มากอย่างต่อเนื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่ประมงจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำการเพาะเลี้ยงและเก็บเกี่ยวตลอดถึงการแปรรูปอย่างต่อเนื่อง

ส่วนนางรัชดาภา จำปาสร สมาชิกกลุ่มหอยนางรมครบวงจรคุ้งกระเบน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเผยว่าอดีตเลี้ยงหอยนางรมแต่ไม่มีตลาดรองรับที่แน่นอน ทางศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ได้นำไปพบกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไข แต่เนื่องจากหอยนางรมมีวงรอบในการผลิต มีช่วงที่ผลผลิตออกมามาก และช่วงที่ไม่มีผลผลิต จึงทำให้ราคาขายไม่แน่นอน ขณะเดียวกันระบบการเลี้ยงแบบกระชังที่ดำเนินการนั้นช่วงที่หอยนางรมมีการเจริญเติบโตจะมีน้ำหนักมากต้องใช้แรงมากในการเก็บ ประกอบกับแพที่ใช้เลี้ยงก็เกิดความเสียหายเร็ว ทำให้เพิ่มต้นทุนการผลิตมากขึ้น

“ทางศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ได้นำไปพบกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จังหวัดจันทบุรี เพื่อหาแนวทางการพัฒนาผลผลิต ทางมหาวิทยาลัยส่งเจ้าหน้าที่มาศึกษาวิจัย พบว่าการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ โดยนำหอยนางรมและสาหร่ายผักกาดมาเป็นวัตถุดิบ ได้แก่ ข้าวเกรียบหอยนางรม ข้าวเกรียบกุ้ง ข้าวเกรียบปลาหมึก ข้าวเกรียบสาหร่ายผักกาดทะเล บะหมี่สาหร่ายผัดกาดทะเล หมี่กรอบสาหร่ายผักกาดทะเล หมี่กรอบน้ำพริกหอยนางรม ขนมขาไก่สาหร่ายพวงองุ่น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถเก็บไว้รับประทาได้นานกว่า 5 เดือน ผลตอบรับดีขึ้น จึงทำให้ในปัจจุบันมีรายได้อย่างต่อเนื่อง” นางรัชดาภา จำปาสร กล่าว

สำหรับสาหร่ายผักกาดทะเลนั้น เป็นสาหร่ายสีเขียวที่มีคุณค่าทางอาหารสูง เป็นที่นิยมรับประทานในประเทศสก๊อตแลนด์ ซึ่งศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเพชรบุรี กรมประมง ได้ทำการเพาะเลี้ยงและประสบผลสำเร็จสามารถขยายพันธุ์สู่การเพาะเลี้ยงเพื่อผลิตชีวมวลสาหร่ายขนาดใหญ่ได้ และพบว่าสาหร่ายผักกาดทะเลเป็นแหล่งของโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต ที่สามารถนำมาเป็นอาหารสัตว์น้ำนอกจากอาหารสำหรับคนได้เป็นอย่างดี เหมาะสมต่อการนำไปใช้ประโยชน์ทางพาณิชย์ในรูปแบบต่างๆ และมีแนวโน้มเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยในอนาคต

ทั้งนี้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาคุ้งกระเบนฯ ได้ร่วมมือกับเครือข่ายพัฒนาและขยายผลการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเล โดยใช้ธาตุอาหารจากบ่อเลี้ยงปลานิลแดง และพัฒนาระบบการเลี้ยงที่ได้รับรองมาตรฐานปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยจัดทำ “โรงเรือนต้นแบบ” เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่เกษตรกร โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาใช้ในการเพาะเลี้ยงทำให้มีคุณภาพดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถขยายตลาด สร้างโอกาส และรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี.