วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 18, 2024
Latest:
-EconomicsMoney

ทองไทยขึ้นระอุ “ออสสิริส” ชี้เดือนตุลาจังหวะขาลง

กทม.(2 ตุลาคม 2566) ออสสิริส (Ausiris) ผู้เชี่ยวชาญด้าน Gold Investment เผยแนวโน้มราคาทองคำเดือนตุลาคม 2566 คาดกลับมาเคลื่อนไหวระดับต่ำ ขณะที่ตลาดทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากทิศทางขาขึ้นของดอกเบี้ยสหรัฐฯ

นายพีระพงศ์ วิริยะนุเคราะห์ นักวิจัยอาวุโส แผนก Ausiris Intelligence บริษัท ออสสิริส จำกัด กล่าวถึงสรุปสถานการณ์ราคาทองในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวขึ้นทำ New High ในรอบ 1 เดือน ที่ระดับ 1,953 ดอลลาร์ ในช่วงต้นเดือน ก่อนที่จะทยอยปรับตัวลดลงหลุดแนวรับ 1,900 ดอลลาร์ ในช่วงปลายเดือนและทำ New Low ในรอบ 6 เดือนครึ่งที่ระดับ 1,848 ดอลลาร์ โดยภาพรวมตลอดทั้งเดือนปิดลดลง -4.7% เมื่อเทียบกับราคาปิดช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมที่ 1,939 ดอลลาร์

“ปัจจัยหลักที่กดดันราคาทองในตลาดโลกยังคงเป็นการแข็งค่าของสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 10 เดือน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ที่ปรับตัวสูงสุดในรอบ 17 ปี จากการที่นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยหลังประธานเฟดยังส่งสัญญาณการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ เนื่องจากเงินเฟ้อสหรัฐยังไม่ปรับลดลงตามที่เฟดคาดหวังไว้ โดยมีเป้าหมายที่ระดับ 2% ทำให้เฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยต่อได้ 1 ครั้ง ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และอาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับสูงนานขึ้น นอกจากนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งถือว่าเป็นผู้บริโภคทองคำลำดับต้น ๆ ของโลกนั้นยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน หลังจากก่อนหน้านี้ จีนประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์และอื่นๆ จึงยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดทองคำในเดือนกันยายนที่ผ่านมา สวนทางกับราคาทองในประเทศไทยที่ปรับตัวพุ่งขึ้นสูงที่สุดในประวัติศาสตร์โดยราคาทองคำแท่ง 96.5% ราคาขายออกสูงสุดบาทละ 33,050 บาท สำหรับราคาทองรูปพรรณขายออกสูงสุดบาทละ 33,550 บาท โดยปรับตัวขึ้นเมื่อเทียบกับราคาขายออกสูงสุดของเดือนก่อน 2.8% ที่ระดับราคา 32,150 บาท (สำหรับทองคำแท่ง) อ้างอิงราคาจากสมาคมค้า โดยได้รับแรงหนุนจากค่าเงินบาท อ่อนค่าสุดรอบกว่า 10 เดือน ที่ 36.83 บาท โดยอ่อนค่าตามปัจจัยลบในประเทศ และทิศทางสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค” นายพีระพงศ์ กล่าว

นายพีระพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาทองในเดือนตุลาคม ได้แก่ ด้านตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ ซึ่งจะสะท้อนความแข็งแกร่งด้านตลาดแรงงาน โดยจะเป็นมาตรวัดหนึ่งที่เฟดจะใช้ในการประเมินทิศทางดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ หากตัวเลขแรงงานออกมาดี อาจเพิ่มแนวโน้มโอกาสที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อ (ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ) หากออกมาแย่อาจเพิ่มแนวโน้มโอกาสที่เฟดอาจชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปออกไป (ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ) ซึ่งเราประเมินว่าตัวเลขการจ้างงานสหรัฐประจำเดือนกันยายน ยังสะท้อนในมุมบวกต่อตลาดแรงงานในกรอบจำกัด

ต่อมาคือดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่มีความสำคัญที่บ่งชี้ถึงภาวะเงินเฟ้อของราคาผู้บริโภคซึ่งคิดเป็นส่วนหลักของภาวะเงินเฟ้อโดยรวม หากสะท้อนว่าเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะสนับสนุนเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อ (ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ) แต่หากสะท้อนเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอาจลดการคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย (ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ) ซึ่งออสสิริสประเมินว่าดัชนีราคาผู้ผลิต สหรัฐประจำเดือนตุลาคม ยังสะท้อนภาวะเงินเฟ้อสหรัฐที่น่าจะยังทรงตัวในระดับสูงอยู่จากปัจจัยทั้งภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจ และต้นทุนพลังงานที่ยังทรงตัวในระดับสูง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ โดยล่าสุดอัตราเงินในสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเป็น 3.7% ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากระดับ 3.2% ในเดือนกรกฎาคม ทำให้ภาพรวมเงินเฟ้อในปัจจุบันยังห่างจากของเป้าของเฟดอยู่ที่ระดับ 2% ซึ่งต้องมาติดตามกันต่อในส่วนของตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือนตุลาคมว่าเงินเฟ้อจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ซึ่งออสสิริสประเมินว่าตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐประจำเดือนตุลาคม น่าจะยังคงทรงอยู่เหนือระดับ 3% จากตัวแปรต้นทุนน้ำมันโลกที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือน

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลสหรัฐฯ ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ประจำเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้ความสำคัญหากสะท้อนว่าเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะสนับสนุนเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อ (ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ) แต่หากสะท้อนเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอาจลดการคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย (ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ) ซึ่งออสสิริสประเมินว่าดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลสหรัฐฯ ประจำเดือนตุลาคมน่าจะยังสะท้อนภาวะเงินเฟ้อสหรัฐที่น่าจะยังทรงตัวในระดับสูงอยู่ ซึ่งหากปัจจัยที่กล่าวมาเป็นไปตามคาดการณ์ก็จะเพิ่มโอกาสที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยอีก 1 ครั้งในปลายปีนี้ (ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ)

ส่วนในช่วงปลายเดือนตุลาคม ต้องจับตาดูความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ซึ่งเป็นดัชนีที่แสดงถึงทัศนคติของผู้บริโภคต่อตลาดแรงงาน ภาวะเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายในอนาคต โดยตัวเลขตัวนี้จะมีความสัมพันธ์กับเรื่องของ การว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ และรายได้ที่แท้จริง หากผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นว่าธุรกิจในอนาคตยังคงมีแนวโน้มที่ดี ผู้บริโภคก็จะใช้จ่าย และลงทุนเพิ่มขึ้นซึ่งทำให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้นไปด้วย ในทางกลับกันหากผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น กิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคตก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งเราคาดการณ์ว่า จากปัจจัยราคาน้ำมันที่ปรับตัว สูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า รวมถึงราคาสินค้าและบริการที่อยู่ในระดับสูง เป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นของประชาชนปรับตัวอย่างลดลง (ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ)

สำหรับปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อราคาทองคำในเดือนตุลาคม ได้แก่

1. ความเคลื่อนไหวของสกุลดอลลาร์สหรัฐ: แม้ว่าสกุลดอลลาร์สหรัฐแนวโน้มใหญ่ยังเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่า จากการเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดของเฟดเพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ แต่ก็ยังมีโอกาสพลิกกลับมาอ่อนค่าได้บ้าง โดยออสสิริสมีมุมมองว่าแม้เฟดจะมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยต่อในปลายปีนี้ แต่ก็น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายก่อนสิ้นสุด

วัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งหากเฟดส่งสัญญาณใกล้ยุติการขึ้นดอกเบี้ยชัดเจนมากขึ้นก่อนประชุมเฟดเดือนพฤศจิกายนดอลลาร์จะมีแนวโน้มอ่อนค่าทันที (ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อราคาทองคำ)

2. ความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ: มีโอกาสกลับตัวจากการขายทำกำไรหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ปรับตัวขึ้นทำ New High ในรอบ 17 ปี อีกทั้งเฟดก็ใกล้ถึงจุดยุติการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ซึ่งมุมมองดังกล่าวอาจทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนคลายความกังวลว่า บอนด์ยีลด์จะปรับตัวขึ้นแรงและทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวเพิ่มเติม จะส่งผลให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีโอกาสทยอยปรับตัวลดลงซึ่งจะเป็นผลบวกต่อทอง กลับกันหากอัตราผลตอบแทนกลับปรับตัวพุ่งต่อ ทองอาจกลับสู่แนวโน้มขาลงอีกครั้ง เนื่องจากทองคำไม่มีผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย

3. สหรัฐอาจเผชิญแรงกดดันจากความกังวลหลังหนี้สาธารณะพุ่งทะลุ 33 ล้านล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเรื่อง Government Shutdown หากสภาคองเกรสไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณชั่วคราวได้ทันกำหนด หากเกิดขึ้นจริงจะทำหน่วยงานรัฐบาลกลางจะเริ่มปิดตัวลงในวันที่ 1 ตุลาคม อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าวุฒิสภาสหรัฐ น่าจะผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวได้ ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลสหรัฐมีงบประมาณสำหรับบริหารกิจการของรัฐต่อไปอีก 45 วัน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะมากดดันตลาดทองคำในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นตุลาคม และจะกลับมากดดันอีกระลอกนับไปอีก 45 วันเนื่องจากนักลงทุนจะเลือกถือสกุลดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

4. การเกิดสัญญาณเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ อันเป็นผลจากการตรึงดอกเบี้ยในระดับสูงหากเกิดวิกฤติไม่ว่าจะเป็นภาคธนาคาร ภาคอสังหาริมทรัพย์ หรือภาคการเงิน จะส่งผลบวกกับราคาทองคำทันที

5. สถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก หากกลับมาเข้าสู่สภาวะตึงเครียด อาจทำให้นักลงทุนเข้าถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น (ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อราคาทองคำทันที)

6. สถานการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกจะกดดันสกุลเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง (ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อราคาทองคำ)

7. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน: หากรัฐบาลจีนมีมาตรการกระตุ้นและการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจนตัวเลขเศรษฐกิจฟื้นตัวมากกว่าเดือนที่ผ่านมาจะมีผลทำให้ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นในฐานะประเทศที่มีการบริโภคทองคำอันดับต้น ๆ ของโลก

ออสสิริสมองแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ เดือนตุลาคม ล่าสุดอยู่ที่ 5.50% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 22 ปี อัปเดตล่าสุดวันที่ 28 กันยายน 2023 ที่ผ่านมา คาดการณ์ประมาณ 70% ว่าเฟดน่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.50% ต่อไปจนถึงปลายปี แต่ก็ไม่ปิดโอกาสที่คาดการณ์ว่าเฟดอาจจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 5.75% ในการประชุมเฟดครั้งถัดไปในวันที่ 2 พ.ย. ก่อนที่จะยุติวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ หากภาพรวมเงินเฟ้อสหรัฐยังคงปรับตัวในระดับสูง อีกทั้งภาพรวมตลาดแรงงานและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐยังสะท้อนความแข็งแกร่ง นอกจากนี้ออสสิริสคาดว่าเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า เนื่องจากสถิติที่ได้เก็บมาช่วงที่เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย ดอลลาร์จะมีแนวโน้มอ่อนค่า

ทองมีโอกาสขึ้นแทบจะเกือบ 100% เช่นเดียวกันมองว่าปลายปีนี้ถึงหน้า ราคาทองน่าจะมีการปรับตัวขึ้นรอบใหญ่จากแรงหนุนจากปัจจัยดังกล่าว

ทั้งนี้ ออสสิริส มองแนวโน้มราคาทองคำในมุมทางเทคนิค เดือนตุลาคมราคาทองคำกลับมาเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 1,900 ดอลลาร์ อีกครั้งในปลายเดือนนี้ และหลุดแนวรับสำคัญที่ 1,885 ดอลลาร์ จนเกิดสัญญาณภาวะตลาดขายมากเกินไป หรือ Oversold ใน RSI อินดิเคเตอร์ ทำให้ภาพรวมใหญ่ใน TF1D กราฟแท่งเทียนกลับมาเคลื่อนไหวในแนวโน้มขาลงในเดือนตุลาคม สะท้อนจากอินดิเคเตอร์ Ichi Moku Cloud ซึ่งจะเห็นว่ามีกลุ่มก้อนเมฆขาลงหรือ Down Kumo สร้างรูปแบบเป็นแนวต้านขวางไว้อยู่ หากกราฟแท่งเทียนยังไม่สามารถเบรคเหนือกลุ่มก้อนเมฆดังกล่าวได้ ซึ่งจะต้องเบรคผ่าน 1,935 ดอลลาร์ – 1,950 ดอลลาร์ ภาพรวมใหญ่ยังคงอยู่ในเทรนด์ขาลงจนกว่าจะสามารถทะลุขึ้นไปยืนเหนือเมฆขาขึ้น (Up Kumo) พร้อมทั้งเส้น Chikou ที่ปรับเหนือกลุ่มก้อนเมฆขาขึ้นเช่นกัน จะบ่งบอกถึงสัญญานซื้อที่แข็งแกร่ง (Buy Signal) ซึ่งขาซื้อจะได้เปรียบตลาด ในตรงกันข้ามหากเบรคไม่ผ่าน ทองมีโอกาสกลับมาแกว่งตัวในกรอบ Sideway ในกรอบ 1,800 ดอลลาร์ – 1,900 ดอลลาร์ เพื่อสะสมแรงขึ้นต่อทั้งนี้แนวรับ 1,950 ดอลลาร์ จะเป็นแนวรับสำคัญประจำเดือนตุลาคม หากหลุดแนวรับดังกล่าว คาดว่าจะมีแรงเทขายออกมามาก และทองมีโอกาสกลับไปเคลื่อนไหวในทิศทางขาลงอาจปรับตัวลงไปที่แนวรับ 1,830 ดอลลาร์- 1,800 ดอลลาร์ ในตรงกันข้ามหากสามารถยืนเหนือ 1,850 ดอลลาร์ – 1,880 ดอลลาร์ ราคาทองมีโอกาสกลับตัวขึ้นสูงจากสัญญาณขายมาก Oversold ใน TF1D นายพีระพงศ์ กล่าวสรุป